กระบวนการของชายฝั่งและผลกระทบจากงานวิศวกรรมชายฝั่ง



image

หาดทรายมีกำเนิดมาจากตะกอนทรายที่พัดพาตามลำน้ำ แล้วไหลออกสู่ทะเล ซึ่งจะตกทับถมบริเวณปากคลองและชายฝั่ง  คลื่นเป็นตัวการพัดพาให้ตะกอนทรายเหล่านั้นเคลื่อนที่ไปตามแนวชายฝั่งและจัดเรียงตัวเป็นหาดทราย  ความสมดุลระหว่างตะกอนทรายที่มาหล่อเลี้ยงชายหาดกับการพัดพาของคลื่น ทำให้เกิดเป็นหาดทรายที่มั่นคง

       ชายฝั่งภาคใต้ตั้งแต่จังหวัดนราธิวาสขึ้นไปจนถึงจังหวัดนครศรีธรรมราช พบว่าตะกอนทรายชายฝั่งทะเลมีการเคลื่อนที่สุทธิไปในทิศทางเหนือ ซึ่งสังเกตได้จากทิศทางการงอกของสันทรายปากแม่น้ำต่างๆ (เช่น แหลมตาชี แหลมสนอ่อน แหลมตะลุมพุก) จากการสำรวจภาคสนามและหลักฐานทางวิชาการชี้ชัดว่า เขื่อนริมทะเลแบบต่างๆเป็นตัวการทำให้หาดทรายและฝั่งพังทลายอย่างรุนแรง เพราะเป็นสิ่งแปลกปลอมที่แทรกแซงธรรมชาติของการเคลื่อนที่ของตะกอนทรายชายฝั่ง ทำให้ทรายเหล่านั้นไม่สามารถเคลื่อนที่ไปหล่อเลี้ยงชายฝั่งด้านเหนือที่อยู่ถัดไป  นอกจากนี้เขื่อนริมทะเลยังเปลี่ยนทิศทางของคลื่น ทำให้หาดทรายถูกกัดเซาะเป็นรูปโค้งเว้าเสียสมดุลตามธรรมชาติที่สร้างมาเป็นเวลานับพันปี

สมดุลพลวัตและรูปทรงสัณฐานของหาดทราย

       หาดทรายและเขตน้ำตื้นชายฝั่งทะเล ได้รับอิทธิพลจากกระแสน้ำที่เกิดจากการเหนี่ยวนำของคลื่น ลม และน้ำขึ้นน้ำลงที่มากระทำอย่างต่อเนื่อง เสถียรภาพของหาดทรายจะขึ้นอยู่กับปริมาณและกระบวนการทับถมของตะกอน ที่สมดุลระหว่างปริมาณทรายที่ไหลเข้าและไหลออกตามแนวชายฝั่ง  ทำให้หาดทรายอยู่ในสภาพ “สมดุลพลวัต (dynamic equilibrium)” (Sorensen, 1991)  ดังนั้นการพิจารณารูปทรงหรือการเปลี่ยนแปลงใดๆของหาดทราย จะต้องมองในภาพรวมของแต่ละรอบปี  ไม่ใช่เพียงช่วงใดช่วงหนึ่ง  อธิบายการเปลี่ยนแปลงรูปทรงสัณฐานของหาดทรายที่เกิดจากคลื่นลมในสองฤดู คือ คลื่นลมแรงจากพายุในฤดูมรสุม และคลื่นลมปกติในฤดูแล้งซึ่งจะมีความสูงคลื่นน้อย

image

       หาดทรายทั่วไปประกอบด้วยส่วนที่เรียกว่า หลังหาด (backshore) ซึ่งพ้นจากอิทธิพลของคลื่น ส่วนหน้าหาด (foreshore) เป็นบริเวณที่คลื่นไถลขึ้นไปถึง และส่วนที่สามเป็นพื้นทะเลชายฝั่ง (nearshore) โดยอาจมีสันดอนใต้น้ำ (sand bar) ทอดตัวขนานกับแนวชายฝั่งซึ่งเป็นตำแหน่งที่คลื่นแตกตัวเมื่อเข้าใกล้ฝั่ง

       ในช่วงคลื่นลมปกติ  คลื่นจะพัดทรายเข้าหาฝั่งอย่างช้าๆ และจัดเรียงตัวเป็นหาดทรายที่มีความลาดชัน  ในช่วงมรสุมที่คลื่นลมแรงทรายบนหาดจะถูกหอบออกสู่ทะเล ไปกองกันเป็นสันดอนใต้น้ำ และเมื่อคลื่นลมสงบ  คลื่นต่ำๆ หรือเดิ่งจะพัดพาทรายที่สันดอนใต้น้ำนั้นถมกลับขึ้นฝั่ง ก่อตัวเป็นหาดทรายดังเดิม ด้วยเหตุนี้หาดทรายจะสมดุลอยู่ได้เองตามธรรมชาติเป็นวัฏจักรตามฤดูกาล

สิ่งก่อสร้างชายฝั่งทำให้หาดทรายพังทลายได้อย่างไร

       ปัจจุบันสิ่งก่อสร้างหลายประเภทถูกสร้างขึ้นตามแนวชายฝั่งและปากแม่น้ำต่างๆ  สิ่งแปลกปลอมเหล่านี้ไปเปลี่ยนทิศทางคลื่นที่ของทรายและกระแสน้ำชายฝั่ง  ทำให้เกิดการกัดเซาะหรือการทับถมของตะกอนใกล้กับสิ่งก่อสร้างนั้นๆ  สิ่งก่อสร้างเหล่านี้จำแนกได้เป็น 3 กลุ่ม

       (1) ตั้งฉากกับแนวชายฝั่ง ถูกใช้กับท่าเรือและปากแม่น้ำ เพื่อป้องกันการตกตะกอนในท่าเรือและกันคลื่นเข้าร่องน้ำได้แก่ คันดักทรายหรือรอ(groin)  เขื่อนกันทรายและคลื่น(jetty)  ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของหาดทรายข้างเคียง  จะเห็นว่าเกิดการสะสมของตะกอนด้านทิศทางการพัดพาตะกอน ขณะที่อีกด้านหนึ่ง หาดทรายถูกกัดเซาะอย่างรุนแรง

 การพังทลายชายหาดและฝั่ง อ.ปากพนัง ที่รุกลามไม่สิ้นสุดจากเขื่อนหินกันทรายบ้านบ่อคณที

ชายหาดหลังเขื่อนหินถูกกัดเซาะต่อเนื่องเป็นแนวยาว จากภาพจะเห็นว่าการกัดเซาะลุกลามเข้าไปจนถึงแนวถนนที่เดิมเคยอยู่ห่างจากฝั่งกว่าร้อยเมตร

       (2) ขนานกับแนวชายฝั่ง สร้างขึ้นเพื่อกันคลื่นโดยตรง ได้แก่ เขื่อนกันคลื่น (breakwater) จะทำให้คลื่นที่เข้ามาปะทะกับเขื่อนเลี้ยวเบน  เป็นเหตุให้ที่ด้านหลังของเขื่อนปลอดจากคลื่นลม  และเกิดการตกสะสมของทรายเป็นรูปโค้งเว้า  และจะเกิดการกัดเซาะหาดทรายอย่างรุนแรง ที่เขื่อนกันคลื่นตัวสุดท้ายเสมอ เพราะขาดตะกอนทรายมาหล่อเลี้ยงหาดทรายส่วนนี้  สำหรับเขื่อนกันคลื่นใต้ระดับน้ำทะเลก็ทำให้เกิดผลกระทบในลักษณะเดียวกัน

       (3) ตั้งอยู่บนหาดทราย ถูกสร้างขึ้นบนหาดทรายโดยตรง เพื่อป้องกันแผ่นดินจากพายุใหญ่ ได้แก่ กำแพงกันคลื่นทั้งแบบแนวดิ่ง (seawall) และแบบเอียง (revetment)  เขื่อนประเภทนี้นอกจากจะทำให้สูญเสียทรายบนหาดแล้ว  ยังเกิดการสะท้อนของคลื่นด้านหน้ากำแพงกันคลื่น  ซึ่งหอบเอาทรายหน้ากำแพงออกสู่ทะเลลึก อันเป็นเหตุให้กำแพงพังทลายลงได้  ดังนั้นด้านหน้ากำแพงจึงต้องทิ้งหินไว้จำนวนมาก ส่วนที่ปลายกำแพงทั้งสองด้านหาดทรายจะถูกกัดเซาะรุนแรงและขาดตะกอนมาหล่อเลี้ยง  นอกจากนี้คลื่นจะโถมปะทะกำแพงอย่างรุนแรงเกิดเป็นไอน้ำเค็มฟุ้งกระจายไปในอากาศ ซึ่งมีความเป็นกรดสูงสามารถกัดกร่อนสิ่งของและบ้านเรือนให้ผุกร่อนอย่างรวดเร็ว และทำให้พืชพรรณริมฝั่งแห้งตายไป

       สิ่งก่อสร้างชายฝั่งทะเลที่ส่งผลกระทบรุนแรงส่วนใหญ่เป็นโครงการของภาครัฐ เช่น เขื่อนกันทรายและคลื่น คันดักทราย กำแพงกันคลื่น การขุดลอกร่องน้ำเดินเรือ  ล้วนเป็นโครงการที่ต้องได้รับอนุญาตจากกรมขนส่งทางน้ำและพาณิชนาวี (กรมเจ้าท่าเดิม)  เนื่องจากการเป็นหน่วยงานหลักในการควบคุมดูแลการคมนาคมทางน้ำ  นอกจากนี้ยังมีอีกหลายหน่วยงานภาครัฐที่มีการก่อสร้างชายฝั่ง อาทิ กรมชลประทาน กรมโยธาธิการและผังเมือง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นล้วนทำให้เกิดการกัดเซาะหาดทรายอย่างรุนแรง

ดังเช่นในกรณีของการสร้างเขื่อนกันคลื่นที่บ้านนาทับ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา

image

       การพังทลายของชายฝั่งเนื่องจากเขื่อนกันคลื่นที่บ้านนาทับ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เขื่อนกันคลื่นหลายตัวที่วางขนานกับแนวชายฝั่ง ด้านหลังของเขื่อนจะเกิดการตกตะกอน เพราะเกิดสภาพน้ำนิ่งและตื้นเขินในที่สุด ระหว่างช่องว่างของชายฝั่งจะปรับตัวเป็นอ่าวรูปโค้ง ชายหาดถัดจากเขื่อนตัวสุดท้ายจะเกิดการกัดเซาะชายฝั่งอย่างรุนแรงและต่อเนื่องไปเป็นระยะทางไกล

การสร้างเสถียรภาพให้ชายฝั่ง

การเพิ่มเสถียรภาพให้ชายฝั่งสามารถทำได้โดยการเพิ่มทรายในบริเวณที่มีปัญหา วิธีการนี้ลงทุนน้อยกว่าการสร้างโครงสร้างถาวร แต่ต้องมีแหล่งให้ทรายอย่างเพียงพอ การเพิ่มทรายอาจจำแนกออกเป็นสองประเภท คือ 1) การเติมทรายชายหาด (beach nourishment) โดยนำทรายมาจากแหล่งอื่น และ 2) การถ่ายเททราย (sand bypassing) จากที่มีการดักเก็บไว้ในพื้นที่ใกล้เคียง เช่น บริเวณเขื่อนกันทราย หรือที่ปากแม่น้ำ ข้อดีของการเติมทรายคือไม่เป็นอันตรายใดๆกับชายหาด แต่ต้องเติมทรายอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้การเติมทรายยังเป็นการพัฒนาชายหาดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวได้อีกด้วย

สรุป

การพังทลายของชายฝั่ง นับเป็นปัญหาเร่งด่วนที่กำลังเผชิญอยู่ทั่วไป ปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งด้วยโครงสร้างวิศวกรรมชายฝั่ง ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงของรูปร่างของชายหาดอันไม่พึงประสงค์จะต้องได้รับการศึกษาไว้ก่อนที่จะดำเนินการก่อสร้างโครงสร้างชายฝั่งใดๆ โดยเฉพาะชายฝั่งจังหวัดปัตตานี-สงขลา-นครศรีธรรมราชที่มีหาดทรายชายฝั่งเป็นแนวยาวและตรง ซึ่งอ่อนไหวต่อการกระทำของมนุษย์ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างการเคลื่อนที่ของตะกอนกับโครงสร้างชายฝั่งต่างๆจะต้องได้รับการวิเคราะห์อย่างละเอียด และมีการติดตามผลกระทบอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำมาสรุปเป็นมาตรการป้องกันการกัดเซาะและรักษาชายฝั่งทั้งในระยะสั้นและระยะยาวต่อไป ทั้งนี้จากคุณลักษณะของชายฝั่งอ่าวไทยตอนล่างพบว่า การเติมทรายให้กับชายฝั่งนับเป็นมาตรการที่จะให้ผลที่ดีที่สุด

 

ผศ. ดร. สมบูรณ์ พรพิเนตพงศ์

ที่มา www.bwn.psu.ac.th

 

 

Q&A การใช้กระสอบทราย  เขื่อนหิน วัสดุแข็งแรงรูปแบบต่างๆ ทิ้งเป็นแนวบริเวณชายฝั่ง สามารถรักษาหาดทรายได้หรือไม่

ตอบ  ไม่ได้ เพราะสิ่งก่อสร้างเหล่านี้จะสะท้อนคลื่น(แทนที่จะดูดซับคลื่น) ทำให้ทรายด้านหน้าถูกพัดพาออกสู่ทะเล ทรายจึงไม่สามารถเคลื่อนที่มารวมตัวกันตามธรรมชาติที่ชายฝั่งได้อีกต่อไป  ส่วนด้านหลังของเขื่อน หรือระหว่างเขื่อนกับฝั่ง  หาดทรายจะเว้าแหว่งเป็นรูปโค้ง  และการกัดเซาะรุนแรงจะเกิดที่เขื่อนตัวสุดท้ายและลุกลามออกไปเรื่อยๆ ดังเช่น ที่หาดสะกอม หรือที่อื่นๆ

 

This entry was posted in วิชาการ. Bookmark the permalink.

2 Responses to กระบวนการของชายฝั่งและผลกระทบจากงานวิศวกรรมชายฝั่ง

  1. Boon says:

    ขอชมว่า wordpress เหมาะสำหรับการทำ web site มากครับ สามารถ link ข้อมูลต่างๆได้อย่างเป็นระบบ ช่วยทำให้อ่านเรื่องราวต่างๆได้ง่ายขึ้น ขอให้ช่วยกันเผยแผ่ข้อมูลการทำลายชายหาดที่สวยงามของไทย ให้กว้างขวาง อย่าให้รุ่นเราเป็นรุ่นสุดท้ายที่ได้เห็นหาดทรายเลย

  2. Pannipa Sotthibandhu says:

    สื่อทุกแขนง น่าจะไหวตัวและรู้เท่าทันการทำลายชายหาดกันได้แล้ว
    อย่ามัวใส่ใจแต่เรื่องโลกร้อนๆๆๆๆๆๆ เขื่อนกั้นลม เขื่อนกั้นคลื่น และชื่ออื่นๆ
    ที่ถูกสร้างขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล้วนมีบทพิสูจน์ทางวิชาการและพิสูจน์จากสภาพความเป็นจริง
    มาช้านานแล้วว่า ล้วนทำลายหาดทรายของเราอย่างรุนแรง

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s