รายละเอียดสาระการฟ้องศาลปกครอง กรณีกรมเจ้าท่าทำชายหาดสะกอม สงขลา พังทลาย


  • ผู้ฟ้องคดี นายสาลี มะประสิทธิ์ นายเจะหมัด สังข์แก้ว นายดลรอหมาน โต๊ะกาหวี
  • ผู้ถูกฟ้องคดี กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชย์นาวี และอธิบดีกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชย์นาวี
  • ข้อกล่าวหา หน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย สาระสำคัญในการฟ้องคดี มีดังนี้
  •  ผู้ฟ้องทั้งสามเป็นชาวบ้านในชุมชนบ้านบ่อโชนและบ้านโคกสัก ตำบลสะกอม อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ซึ่งใช้ประโยชน์จากชายหาดสะกอม ได้รับความเดือดร้อนจากการกระทำของกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชย์นาวี ที่อนุญาตให้สร้างเขื่อนกันทรายและเขื่อนกันคลื่นบริเวณปากคลองสะกอม ซึ่งผลจากการสร้างสิ่งก่อสร้างดังกล่าว ทำให้การประกอบอาชีพเสียหาย ที่ดินและทรัพย์สินอื่นๆของผู้ร้องซึ่งตั้งอยู่บนชายฝั่งริมชายหาดถูกน้ำทะเลกัดเซาะอย่างรุนแรงและได้พังทลายลง และยังคงลุกลามต่อไปไม่มีที่สิ้นสุดจนถึงปัจจุบัน

    ชาวบ้านพานักกฎหมายดูฝั่งสะกอมที่พังทลายอย่างรุนแรง เมื่อ 28 ม.ค. 51

    ลำดับความเป็นมา คือ ในปี ๒๕๔๐-๔๑ กรมเจ้าท่า (กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชย์นาวี ในปัจจุบัน) ได้ทำการก่อสร้างเขื่อนกันทรายปากคลองสะกอมและสร้างเขื่อนกันคลื่นอีก ๔ ตัว โดยวางเรียงเข้าหาฝั่ง ซึ่งการก่อสร้างโครงสร้างรุกล้ำชายฝั่งเหล่านี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชายหาดและฝั่งของตำบลสะกอม อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชายฝั่งอ่าวไทยที่มีกระแสน้ำชายฝั่งไหลเวียนสุทธิขึ้นไปทางทิศเหนือ การสร้างโครงสร้างรุกล้ำชายฝั่งลงไปเท่ากับเป็นการเพิ่มสิ่งกีดขวางกระแสน้ำและการเคลื่อนที่ของตะกอนชายฝั่ง รวมทั้งทำให้กระแสน้ำเกิดเปลี่ยนทิศทางและเป็นปัจจัยเร่งให้เกิดการกัดเซาะชายฝั่ง เนื่องจากชายฝั่งบางพื้นที่ขาดตะกอนไปหล่อเลี้ยงและปรับตัวให้เข้าสู่สมดุลใหม่ ดังนั้น ทันทีที่สร้างเขื่อนกันทรายและเขื่อนกันคลื่นเสร็จ ชายฝั่งของบ้านบ่อโชนถูกกัดเซาะหายไปกว่า ๑๐ เมตร และปัจจุบันนี้พังทลายลึกกว่า ๘๐ เมตร เป็นระยะทางยาวมากกว่า ๓ กิโลเมตรและยังคงพังทลายต่อไปไม่สิ้นสุด

    เมื่อชาวบ้านสะกอมประมาณ 20 คน เดินทางมาฟ้องกรมเจ้าท่า ต่อศาลปกครองสงขลา ในข้อหาการกระทำที่มิชอบ

     

     

    คิดเป็นมูลค่าความเสียหายตลอด 9 ปี รวมประมาณ 200 ล้านบาท ใครเป็นใครดูกันเองนะครับ สังเกตว่าทุกคนแจ่มใส เพราะต่างร่วมกันมาสร้างความดีให้กับลูกหลานและประเทศชาติ

    ผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนกันทรายและเขื่อนกันคลื่นชายฝั่งสะกอม ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตและผลกระทบต่อความรู้สึกด้านจิตใจของผู้ฟ้อง ซึ่งเป็นชาวบ้านในชุมชนบ่อโชนและบ้านโคกสัก ผู้ที่ใช้ประโยชน์จากชายหาดสะกอม มีดังนี้

    ๑ กระทบต่อการประกอบอาชีพ คือ ผู้ฟ้องเป็นผู้มีอาชีพทำประมงพื้นบ้านโดยใช้เรือประมงขนาดเล็ก และใช้บริเวณชายหาดดังกล่าวเป็นแหล่งที่พักจอดเรือ นอกจากนี้ในบริเวณชายหาดดังกล่าวยังเป็นพื้นที่ที่ผู้ฟ้องเก็บหอยเสียบและสัตว์น้ำอื่นๆ เพื่อนำไปเลี้ยงชีพ และรุนกุ้งเคยเพื่อนำไปขายร่วมกับสัตว์น้ำต่างๆอีกด้วย เมื่อชายหาดพังทลายไปทำให้ผู้ร้องไม่สามารถใช้บริเวณดังกล่าวประกอบอาชีพประมง และอาชีพเก็บหอยเสียบและกุ้งเคยไปขายเพื่อเลี้ยงชีพได้ดังเดิม ทำให้ผู้ฟ้องขาดรายได้จากการประกอบอาชีพประมง เก็บหอยเสียบและกุ้งเคยเพื่อขายเลี้ยงชีพ รวม ๓ คนประมาณเดือนละ ๓๐,๐๐๐ บาท

    ๒ กระทบต่อการใช้ประโยชน์ในบริเวณชายหาดสะกอม คือ ก่อนมีการสร้างเขื่อนฯ ผู้ฟ้องสามารถใช้พื้นที่บริเวณชายหาดสะกอมเป็นเส้นทางสัญจรไปมาเพื่อติดต่อระหว่างหมู่บ้านได้โดยอิสระ เมื่อชายหาดสะกอมถูกทำลายลงจึงต้องเดินทางสัญจรบนเส้นทางอื่นแทน ทำให้ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ระยะทางในการหาจับสัตว์น้ำก็ไกลขึ้น และไม่สามารถใช้ชายหาดเดิมเป็นที่จอดเรือได้ ทำให้ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นรวม ๓ คน ประมาณเดือนละ ๓,๕๐๐ บาท

    ๓ กระทบต่อระบบนิเวศน์หาดทราย อันเป็นแหล่งวางไข่ของเต่าทะเล ปูลม หนอนทรายทะเล ทะเลใกล้ชายฝั่งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์แมงดาทะเล ปลาทรายและปลากระบอก และเป็นแหล่งอาหารของนกที่อพยพมาจากซีกโลกเหนือ ดังนั้นการทำลายชายหาดจึงเป็นการทำลายที่อยู่อาศัยของบรรดาสัตว์และพืชทะเลและทำลายห่วงโซ่อาหารของนกที่อาศัยปลาทะเลเป็นอาหารที่สำคัญ นอกจากนี้ชายหาดยังทำหน้าที่หลักในการป้องกันคลื่นมิให้ซัดเข้าทำลายผืนดินบนฝั่ง และในขณะเดียวกันชายหาดก็พัฒนากลายเป็นผืนแผ่นดินให้ได้อยู่อาศัยต่อไป เพราะเหตุว่าตะกอนดินที่ไหลจากแม่น้ำลงสู่ทะเลจะถูกคลื่นพัดพามาทับถมบนชายหาดและพัฒนาเป็นแผ่นดินในที่สุด

    ๔ กระทบต่อความรู้สึกด้านจิตใจของผู้ฟ้องและชุมชนชาวสะกอมที่ผูกพันและตระหนักถึงคุณค่าของชายหาดสะกอม และต้องการรักษาไว้ให้เป็นมรดกแก่ลูกหลานคนรุ่นหลัง และแก่สังคมไทยที่จะได้ใช้ประโยชน์จากชายหาดสะกอม ที่มีความสวยงาม สงบสุข เป็นแหล่งทำมาหากิน และเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจของชุมชนตลอดจนนักท่องเที่ยว เมื่อชายหาดสะกอมถูกทำลายลงย่อมส่งผลกระทบต่อความรู้สึกและจิตใจและอาชีพเสริมของผู้ฟ้องรวมทั้งชุมชนชาวบ้านสะกอม นับว่าเป็นความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่เพราะยากที่จะได้ชายหาดอันงดงามกลับคืนมา คิดเป็นความเสียหายประมาณปีละ ๒๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท รวม ๙ ปีเป็นเงิน ๑๘๙ ล้านบาท

    ๕. นอกจากนี้ผู้ฟ้องเห็นว่า มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องฟื้นฟูและรักษาชายฝั่งทะเลไทยให้กลับเข้าสู่สภาพสมดุลดังเดิม โดยให้หน่วยงานหลักที่ได้รับมอบหมายจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดำเนินการติดตาม แก้ไขและฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงแนวชายฝั่งทะเลของประเทศไทย โดยนำเงินจากข้อ ๔ มาใช้จ่ายในการฟื้นฟู

ที่มา www.bwn.psu.ac.th

This entry was posted in ประเด็นเด็ด. Bookmark the permalink.

2 Responses to รายละเอียดสาระการฟ้องศาลปกครอง กรณีกรมเจ้าท่าทำชายหาดสะกอม สงขลา พังทลาย

  1. chareef says:

    งานนี้ ผมไปด้วยนะครับ
    ผมจำได้นะครับ ที่ศาลปกครองระดับสูงสุด

  2. Chareef Dami says:

    ผมเด็กสะกอม ชื่อชารีฟ ด่าหมิ ลูกหลานคนบ้านสะกอม โบ๋เราทั้งนั้นเลยที่ไปกัน สนุกมาเลยครับ ปีหน้า อยากให้จัดแบบนี้อีกครับ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s