ประสบการณ์การแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลของ อเมริกา ฝรั่งเศส และศรีลังกา

FEMA logoปัญหาการพังทลายชายฝั่งทะเลเป็นปัญหาที่เกิดในประเทศต่างๆ มาหลายทศวรรษ  หลายประเทศสูญเสียงบประมาณจำนวนมากไปกับการแก้ปัญหาแบบลองผิดลองถูกมายาวนาน  บทเรียนการแก้ปัญหาในที่ต่างๆ จึงเป็นข้อมูลสำคัญต่อการจัดการของไทยด้วย  

สหรัฐอเมริกา

       จุดเด่นในการจัดการชายฝั่ง ได้แก่ (1) ความชัดเจนในบทบาทของรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นในการดูแลชายฝั่งทะเล โดยมีกฎหมายที่ใช้ร่วมกันในระดับภาพรวมและในระดับมลรัฐที่มีพื้นที่ติดชายฝั่งทะเล  (2) มีกฎหมายเพื่อการอนุรักษ์และควบคุมการใช้ทรัพยากรชายฝั่ง โดยเฉพาะส่วนสำคัญที่มีความบอบบางเป็นพิเศษ เช่น Coastal Barrier Resources Act,1982  พื้นที่บอบบางเช่น แนวสันทรายชายฝั่ง และสันทรายปากแม่น้ำ (3) มีแนวปฏิบัติที่นำองค์ความรู้ทางวิชาการ มาประกอบการตัดสินใจแก้ปัญหาในกรณีต่างๆ เช่น สนับสนุนเงินงบประมาณให้มลรัฐทำการศึกษาทดลองแก้ปัญหาก่อนการปฏิบัติจริง  (4) ให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์และเฝ้าระวังพื้นที่ชายทะเลในรูปแบบของกองทุนอย่างต่อเนื่อง

       ในสหรัฐอเมริกา  หากพื้นที่ใดมีหลักฐานชัดเจนว่า มีปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งอยู่ในระดับที่ไม่อาจแก้ไขได้แล้ว  ก็จะดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้

1)       ให้จำกัดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นเป็นการชั่วคราว โดยการก่อสร้างโครงสร้างเพื่อการป้องกัน

2)       ทำโครงการเติมทราย หรือสร้างหาดทรายเทียม (Beach-nourishment)   พร้อมกับทำการศึกษาถึงผลกระทบจากการใช้โครงสร้างเพื่อป้องกันการกัดเซาะลุกลาม และศึกษาถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น

3)       ถ้าประสบผลสำเร็จ ก็ให้ดำเนินการต่อ  ถ้าเกิดผลเสียให้ยกเลิกหรือรื้อถอนโครงสร้างที่ส่งผลกระทบต่อการกัดเซาะนั้นออกไป

       ในบางมลรัฐจะมีกฎหมายควบคุมโดยไม่อนุญาตให้ใช้โครงสร้างแบบแข็ง(Hard Construction) ในการแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง เช่น North Carolina Law เพราะมีผลการศึกษาชัดเจนว่าโครงสร้างแข็งไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาการกัดเซาะ แต่กลับสร้างปัญหาการกัดเซาะพื้นที่ข้างเคียงเพิ่มขึ้น

 

ตัวอย่างการกำหนดระยะถอยร่นของชายทะเล เพื่อควบคุมสิ่งปลูกสร้างชายทะเลในรัฐต่างๆ

รัฐ ระยะ เส้นกำหนด(เส้นอ้างอิง)
รัฐที่กำหนดระยะแบบตายตัว
เมน (Maine) 75 ฟุต Seasonal mean high water
เดลาแวร์
(Delaware)
100 ฟุต 10 ฟุต จากชายฝั่งของทะเล7 ฟุต จากชายฝั่งของอ่าว
อลาบามา
(Alabama)
120-450 ฟุต Mean high water
รัฐที่กำหนดระยะแบบไม่ตายตัว
นิวยอร์ค
(New York)
25 ฟุตในเขตการกัดเซาะต่ำ (<1ฟุตต่อปี)25 ฟุต + 40 เท่าของอัตรากัดเซาะต่อปี ในเขตการกัดเซาะสูง (>1ฟุตต่อปี) แนวสันทรายริมหาด
นอร์ท แคโรไลนา  (North Carolina) >120 ฟุต หรือ 60 เท่าของอัตราการกัดเซาะต่อปี (สิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่)>60 ฟุต หรือ 30 เท่าของอัตราการกัดเซาะต่อปี (สิ่งปลูกสร้างขนาดเล็ก)ห่างจากชายฝั่ง 30 เท่าของอัตราการกัดเซาะต่อปี บวก 105 ฟุตในพื้นที่อัตราการกัดเซาะ> 3.5 ฟุตต่อปี (สิ่งก่อสร้างทุกประเภท) แนวพื้ชน้ำ (Vegetable line)
โรด ไอร์แลนด์
(Rhode Island)
50 ฟุตในเขตการกัดเซาะต่ำ (<1ฟุตต่อปี)30 เท่าของอัตรากัดเซาะต่อปี ในเขตการกัดเซาะสูง (>2ฟุตต่อปี) แนวสันทรายริมหาด /Vegetable line
นิวเจอร์ซี   
(New Jersey)
50 เท่าของอัตราการกัดเซาะต่อปี ในแต่ละพื้นที่ Mean high water

ที่มา : COEMAP, (1998)

       การขออนุญาตสร้างสิ่งปลูกสร้างที่สร้างขึ้นภายหลังประกาศข้อกำหนดนี้ จะไม่อนุญาตให้สร้างใกล้กว่าระยะถอยร่นที่กำหนดไว้ในทุกกรณี ส่วนสิ่งปลูกสร้างที่มีอยู่ก่อนข้อบังคับ อาจถูกให้รื้อถอนบางส่วนออกตามความเหมาะสม  การพิจารณาให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่มีอยู่แล้วนั้น  จะใช้ความเข้มงวดกับสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่มากกว่าสิ่งปลูกสร้างขนาดเล็กๆ เช่น บ้านเรือน ซึ่งมักจะได้รับการผ่อนปรน

 

สหภาพยุโรป

       หาดทรายหลายประเทศในสหภาพยุโรปเผชิญปัญหาถูกกัดเซาะ และก็มีความล้มเหลวจากการพยายามแก้ปัญหามายาวนาน มีการรวบรวมกรณีศึกษาต่างๆไว้กว่า 60 ชิ้น ตามลักษณะทางกายภาพของหาดทรายที่แตกต่างกัน  บทเรียนสำคัญที่ยอมรับร่วมกันในการแก้ปัญหาการกัดเซาะหาดทรายชายฝั่งคือ  การกัดเซาะของชายฝั่งมีสาเหตุทั้งจากธรรมชาติและจากมนุษย์ แต่สาเหตุหลักมาจากมนุษย์ ประสบการณ์จากแห่งหนึ่งไม่สามารถใช้กับแห่งอื่นได้เสมอไป วิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุดคือต้องเน้นความเข้าใจกลไก “การทำงานร่วมกับธรรมชาติ” โดยให้ความสำคัญกับ “สมดุลของตะกอนทราย” และไม่แทรกแซงระบบของธรรมชาติเป็นหลัก 

       โครงการก่อสร้างและอุตสาหกรรมตามแนวชายฝั่งทะเล สามารถส่งผลกระทบต่อความเสื่อมโทรมของชายฝั่งทะเลได้ทั้งสิ้น เช่น การสร้างท่าเรือ และการทำเหมืองทราย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อชายหาดในระดับสูง และระดับสูงปานกลางตามลำดับนั้น  ในยุโรปจึงมีมาตรการดูแลสองกิจกรรมนี้อย่างทั่วถึง ส่วนสิ่งก่อสร้างอื่นๆริมชายฝั่งซึ่งมักส่งผลต่อการกัดเซาะระดับปานกลางนั้น จะมีการดูแลบางส่วน(Doody, et.al., 2004)  กรณีศึกษาต่อไปนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับทุกพื้นที่ที่กำลังเผชิญกับปัญหาการสูญเสียหาดทราย

ตัวอย่างกรณีชายหาด Chetelaillon ในฝรั่งเศส

       Chetelaillon เป็นเมืองท่องเที่ยวของฝรั่งเศส  มีหาดทรายเป็นแนวยาว 4 กิโลเมตร  ในปี 1925 ประสบปัญหาหาดทรายถูกกัดเซาะ  รัฐบาลพยายามแก้ปัญหาโดยใช้โครงสร้างแข็งหลายรูปแบบ แต่ปัญหาการกัดเซาะกลับลุกลามมากยิ่งขึ้น  กลายเป็นปัญหาเรื้อรังมานานกว่า 60 ปี จนถึงปัจจุบัน

       ต่อไปนี้เป็นลำดับเหตุการณ์ที่รัฐบาลใช้เป็นแนวทางแก้ปัญหาในอดีต  โดยส่วนใหญ่ได้เลือกใช้โครงสร้างแข็งนานาชนิด  แต่ไม่ประสบความสำเร็จ  ดังนี้

1925                           ก่อสร้างกำแพงกันคลื่นเป็นแห่งแรก  

1932 ,1947,1953       สร้างคันดักทรายขนาดเล็ก 5 ตัว และขนาดใหญ่อีก 1 ตัว

1962,1972,1983        กำแพงหิน(Seawall)  สร้างขึ้นด้วยหินภูเขา และหินขนาดใหญ่ (Boulders)

1968                           เขื่อนกันคลื่น ถูกสร้างขึ้นที่ส่วนกลางของหาดทราย

1987                           เขื่อนกันคลื่นรูปตัว “Y” ถูกสร้างขึ้นอีก 3 ตัว

       ประสบการณ์ของฝรั่งเศสให้บทเรียนว่า โครงสร้างแข็งไม่สามารถแก้ปัญหาการกัดเซาะหาดทรายได้ ต่อมาจึงเปลี่ยนไปใช้การถมทราย (Beach-nourishment) ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้มากในสหรัฐอเมริกา

       การถมทรายใน Chetelaillon เริ่มต้นในปี 1989 ที่หาดทรายทางตอนใต้ เพื่อป้องกันและลดการกัดเซาะของหาดทราย และการป้องกันน้ำท่วมชุมชน  การสร้างความสมดุลให้กับปริมาณตะกอนทรายที่ถูกคลื่นพัดเข้าออกจากชายทะเล เพิ่มพื้นที่ชายหาดสำหรับการท่องเที่ยว โครงการดังกล่าวในระยะแรกใช้เวลา 3 ปี (1989–1991) ด้วยปริมาณทราย 330,000 ลูกบาศเมตร  ทำให้หาดทรายสูงขึ้น 3.5 เมตร (จากอดีต 4.5–8 เมตร) ความกว้างของชายหาดเพิ่มขึ้นจาก 15 เมตร เป็น 100 เมตร ใช้งบประมาณทั้งหมด 15 ล้านฟรัง (ประมาณ 112.5 ล้านบาท)

       การดำเนินการในระยะแรก สามารถบรรเทาปัญหาการกัดเซาะและปัญหาน้ำท่วม อีกทั้งยังทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น  จึงดำเนินการต่อในระยะที่สองในปี 1998 ที่ชายหาดทางตอนกลาง โดยใช้ทราย 150,000 ลูกบาศเมตร งบประมาณ 7 ล้านฟรัง (ประมาณ 52.5 ล้านบาท) ต่อมาในปี 1999 เกิดน้ำท่วมที่ชายฝั่งทางตอนเหนือของเมือง  มีสิ่งปลูกสร้างได้รับความเสียหายกว่า 300 หลัง จึงมีโครงการถมหาดทรายที่ชายฝั่งทางเหนือด้วย

       การถมหาดทราย เป็นการแก้ปัญหาที่ได้รับความสนใจมากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา  แต่ก็มีบางพื้นที่ได้รับผลเสียจากการถมหาดทราย เช่น ทำให้พืชและสัตว์ในท้องที่มีจำนวนลดลง เนื่องจากไม่สามารถปรับตัวได้  การถมหาดทรายโดยไม่ได้ประเมินปัจจัยที่เกี่ยวข้องต่างๆ อย่างรอบคอบ เช่น ทิศทางคลื่น  ลม  ตะกอนทราย ก็อาจทำให้วิธีดังกล่าวไม่บรรลุผล  ดังตัวอย่างที่เมือง Vale do Lobo ในโปรตุเกส ซึ่งถมทราย 700,000 ลูกบาศเมตร โดยใช้เงินลงทุน 3.2 ล้านยูโร กลับถูกคลื่นพัดหายไปในเวลาเพียง 2 สัปดาห์

 

ศรีลังกา

       ศรีลังกาประสบปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งเรื่อยมาตั้งแต่ปี 1950  สาเหตุของปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากกิจกรรมการใช้ประโยชน์ต่างๆ เช่น  การสร้างท่าเรือ สิ่งปลูกสร้างรุกล้ำเขตชายฝั่ง  การทำเหมืองทราย และขุดปะการัง รวมถึงการป้องกันชายฝั่งด้วยวิธีการที่ไม่เหมาะสม  ทำให้เกิดผลกระทบแบบลูกโซ่ทั่วไป  ตัวอย่างที่ในกรณีของศรีลังกา เช่น การสร้างคันดักทรายที่ปากแม่น้ำ Panadura เพื่อขยายปากแม่น้ำให้เรือประมงเข้าออกได้สะดวก  แต่ปัญหาที่ตามมาคือ  เกิดการกัดเซาะชายฝั่งอย่างรุนแรงบริเวณเหนือของปากแม่น้ำ เนื่องจากคันดักทรายขัดขวางเส้นทางเคลื่อนตัวของตะกอนทราย  ทำให้พื้นที่ชุมชนในตอนบนถูกกัดเซาะเสียหายเป็นจำนวนมาก  และมีผลกระทบต่อเส้นทางเดินรถไฟ  ต่อมารัฐบาลต้องสร้างกำแพงชายฝั่ง (revetment) ป้องกันรางรถไฟในพื้นที่

       การสร้างเขื่อนกันคลื่นที่ Wellainankara เพื่อป้องกันเขตประมงในพื้นที่  ทำให้เกิดการกัดเซาะรุนแรงมากในตอนเหนือของพื้นที่ จนต้องรื้อถอนเขื่อนที่เพิ่งสร้างนั้นออก แม้ว่าต้องเสียค่าใช้จ่ายมากกว่าการสร้าง

       การลักลอบทำเหมืองทรายอย่างผิดกฎหมาย เนื่องจากการทำเหมืองทรายทำให้ชายฝั่งขาดเสถียรภาพ ง่ายต่อการถูกกัดเซาะ และปัญหาน้ำท่วม   แต่มีบางพื้นที่ได้รับการยกเว้นโดยรัฐบาลอนุญาตให้ทำเหมืองทรายได้ในปริมาณจำกัด แต่ก็ยังมีการลักลอบทำในหลายพื้นที่

       ศรีลังกาออกกฎหมายอนุรักษ์ชายฝั่งตั้งแต่ปี 1981 โดยให้หน่วยงานรัฐบาล (Coastal Conservation Department – CCD) มีอำนาจควบคุมและจัดการปัญหาตามกฎหมาย  มีการกำหนดระยะถอยร่นห่างชายฝั่ง เพื่อเป็นแนวปฎิบัติในการใช้ประโยชน์ไว้อย่างชัดเจน  (ขอบเขตชายฝั่ง: ระยะทาง 300 เมตร จาก high-water line  เข้ามาสู่ฝั่ง และวัดออกจาก high-water line ออกสู่ทะเล  2 กิโลเมตร)  การจะสร้างสิ่งปลูกสร้างใดๆ ในเขตพื้นที่ดังกล่าวต้องได้รับอนุญาตก่อน  แต่ถึงแม้จะมีการบังคับใช้ดังกล่าวออกมาอย่างชัดเจน  การละเมิดกฎดังกล่าวก็มีปรากฏอยู่ในหลายพื้นที่

 

สรุปบทเรียนจากประสบการณ์ของประเทศต่างๆ

1)       โครงสร้างแบบแข็งรูปแบบต่างๆที่รุกล้ำเขตชายฝั่งจะมีผลกระทบต่อสมดุลของตะกอนทราย  ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง

2)       การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วต้องให้ความสำคัญต่อวิธีการที่สอดคล้องกับระบบหรือกระบวนการทางธรรมชาติ  หรือเรียกว่า “การทำงานร่วมกับธรรมชาติ” และต้องให้ความสำคัญกับ “สมดุลของตระกอนทราย” เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาแบบลูกโซ่ การเติมทรายเป็นวิธีการที่ได้รับการยอมรับมากขึ้นในปัจจุบัน

3)       การกำหนดแนวถอยร่นของชายฝั่ง หรือขอบเขตที่ได้รับอิทธิพลของระบบชายฝั่งให้มีความชัดเจนและมีบทลงโทษผู้ฝ่าฝืน เพื่อให้การใช้ประโยชน์ไม่รบกวนระบบธรรมชาติของชายฝั่ง

4)       แนวสันทรายชายฝั่ง เป็นสมดุลของตะกอนทรายที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ มีความสำคัญต่อการป้องกันชายฝั่งทางกายภาพและระบบนิเวศของชายหาด  เป็นโครงสร้างตามธรรมชาติที่มีความเปราะบางที่ไม่ควรรบกวน

5)       ต้องให้ชุมชนในฐานะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้เข้าใจในคุณค่าของหาดทราย มีบทบาทในการอนุรักษ์  การเฝ้าระวังและรณรงค์ป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งในพื้นที่


This entry was posted in วิชาการ. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s