ฟื้นฟูหาดทรายด้วยการเติมทรายและการถ่ายเททราย

ฟื้นฟูหาดทรายด้วยการเติมทรายและการถ่ายเททราย

เครือข่ายเฝ้าระวังรักษาชายหาด (BWN)

พฤษภาคม ๒๕๕๕

หาดทรายชายทะเลดำเนินไปตามกฎเกณฑ์ตามธรรมชาติ โดยทรายที่ถูกคลื่นพัดพามาตามชายฝั่งจะทำหน้าที่เสมือนเป็นอาหารที่หล่อเลี้ยงให้ชายหาดนั้นมีความแข็งแรงสมบูรณ์ ดังจะเห็นได้ว่าในบางปีหาดทรายก็งอกแผ่กว้างออกไป ขณะที่ในบางปีก็หดแคบลง สลับผลัดเปลี่ยนกันไปตามความไม่แน่นอนของสภาพดินฟ้าอากาศ คลื่นนั้นไม่เคยหยุดทำหน้าที่นำทรายชายฝั่งไปหล่อเลี้ยงหาดทราย การรบกวนสมดุลพลวัตนี้เป็นการฝืนกฎธรรมชาติแห่งทะเลและหาดทราย ซึ่งจะก่อให้เกิดความเสียหายรุนแรงขึ้นในทุกมิติ และไม่สามารถหยุดยั้งปัญหาที่จะตามมาได้เลย ด้วยเหตุนี้สิ่งสำคัญที่ควรระลึกไว้เสมอในการป้องกันและแก้ไขการพังทลายของหาดทราย ก่อนอื่นต้องถามว่าอะไรกันแน่คือสาเหตุของปัญหาทั้งปวง (กฏข้อที่ ๔) (Hempenius, S. A. 2000)

“กฎเหล่านี้เป็นกฎแห่งทะเล กฎแห่งธรรมชาติ ไม่ใช่กฎที่มนุษย์จะสร้างขึ้นได้เอง…”

กฎเกณฑ์ข้างต้นสามารถนำมาประยุกต์กับหาดทรายและชายฝั่งที่ถูกกัดเซาะเสียหายได้ โดยการเพิ่มเสถียรภาพให้ชายหาดด้วยการเพิ่มทรายให้แก่บริเวณที่เกิดปัญหา วิธีการนี้ได้รับการยอมรับอย่างแผ่หลาย ซึ่งสามารถจำแนกได้เป็นสองประเภทคือ

๑) การเติมทรายให้กับชายหาดหรือการปลูกหาด (beach nourishment) (รูปที่ ๑) ด้วยทรายที่นำมาจากบนฝั่งหรือจากท้องทะเลลึก

๒) การถ่ายเททราย (sand bypassing) (รูปที่ ๒) จากแหล่งที่ทรายตกสะสมตามสิ่งก่อสร้างชายฝั่ง ได้แก่ ร่องน้ำเดินเรือ เขื่อนกันทรายและคลื่น เป็นต้น การถ่ายเททรายทำได้หลายวิธี เช่น การขุดลอกและส่งตะกอนมาตามท่อ หรือการขุดลอกและใส่รถหรือเรือขนถ่าย ฯ

การเติมทราย ให้กับชายหาดบริเวณที่ถูกกัดเซาะ (รูปที่ ๓) เป็นวิธีนี้ลงทุนน้อยกว่าการสร้างเขื่อนหรือกำแพงชายฝั่ง แต่ทั้งนี้จะต้องมีแหล่งทรายอย่างเพียงพอ ข้อดีของการเติมทรายคือไม่เป็นอันตรายกับชายฝั่งที่อยู่ข้างเคียง เพราะทรายจะไปเสริมให้กับชายหาดเหล่านั้น การเติมทรายเพียงครั้งเดียวจะไม่เป็นทางแก้ปัญหาการกัดเซาะที่ถาวร จึงต้องเติมทรายอย่างสม่ำเสมอ บางครั้งจำเป็นต้องใช้การเติมทรายร่วมกับคันดักทรายหรือรอ แต่ต้องได้รับการพิจารณาอย่างระมัดระวัง

ทรายที่จะนำมาเติมให้กับชายหาดนั้น มีข้อควรคำนึงคือ

– เม็ดทรายต้องมีขนาดใกล้เคียงกับของเดิม เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อ สภาพคลื่นลมและความลาดชันของชายฝั่งนั้นๆ และ

– ต้องไม่ก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศชายฝั่งทั้งบริเวณที่ถมทรายและขุดลอกทราย

ปริมาณทรายที่ต้องเติมให้กับชายหาดขึ้นอยู่กับ

๑) รูปร่างของชายหาดและจุดประสงค์การใช้งาน

๒) ปริมาณที่เผื่อไว้สำหรับทรายละเอียดที่จะถูกพัดพาไปโดยคลื่น

๓) ปริมาณที่ต้องเผื่อไว้สำหรับการกัดเซาะที่จะเกิดขึ้น และ

๔) ความถี่ในการเติมทรายขึ้นอยู่กับอัตราการสั้นลงของชายหาด ซึ่งประมาณได้จากพฤติกรรมของชายหาดนั้นในอดีต

ปกติแล้วทรายจะถูกถมไว้ก่อนถึงหาดที่ถูกกัดเซาะ โดยกระแสน้ำจะทำหน้าที่พัดพาทรายเหล่านั้นไปตามชายฝั่ง ซึ่งจะประหยัดและให้ผลที่ดี

การถ่ายเททราย จากแหล่งที่ทรายตกสะสม เช่น บริเวณเขื่อนกันทรายและคลื่น (รูปที่ ๔) จะต้องคำนึงถึงความไม่แน่นอนของสภาพอากาศ ที่มีผลต่ออัตราการเคลื่อนที่ของทรายชายฝั่ง ซึ่งอาจมากบ้างน้อยบ้าง เช่น ขณะที่เกิดพายุ นอกจากนี้อาจทำให้ทำงานไม่ได้เมื่อมีคลื่นลมแรง และต้องมีแหล่งให้ทรายที่มากพอที่จะให้ทรายได้อย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับอัตราการเคลื่อนที่ของทรายชายฝั่ง สำหรับชายฝั่งสงขลามีอัตราการเคลื่อนที่ของทรายสุทธิอยู่ระหว่างหนึ่งถึงสองแสนลูกบาศก์เมตรต่อปี (Pornpinatepong, S. 2006)

หมายเหตุ : รายละเอียดที่มากกว่านี้สามารถศึกษาได้จาก ตำราวิศวกรรมชายฝั่งทะเล โดย รศ.ดร.สมบูรณ์ พรพิเนตพงศ์ ม.สงขลานครินทร์ ๒๕๕๑

This entry was posted in วิชาการ. Bookmark the permalink.

2 Responses to ฟื้นฟูหาดทรายด้วยการเติมทรายและการถ่ายเททราย

  1. BWN says:

    เป็นไงบ้าง ง่ายแค่นี้เอง ถ้ายังทำไม่ได้ ก็ไม่ต้องแก้ปัญหาอะไรในประเทศนี้อีกแล้ว ว่าใหม

  2. smart says:

    เครื่อง มือที่ใช้แบบ beach nourishment เป็นแบบ ไหนครับ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s